[Fic] A N D A N T E #Lesson7
posted on 29 Jan 2012 12:16 by katasai in fic-ANDANTE-KiHae#Lesson 7
เพื่อความรักแล้ว บางครั้งก็จำเป็นต้อง...เห็นแก่ตัว
เปลือกตาหนาปิดสนิทพร้อมกับมือที่กดคอร์ดและดีดสายกีตาร์ไปด้วย เสียงเกลากีตาร์ดังขึ้นอยู่พักนึงแล้วจึงหยุดลง ก่อนที่ร่างสูงจะหยิบดินสอที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเขียนเนื้อเพลงที่เพิ่งแต่งได้เมื่อครู่ลงบนกระดาษ
สายตาคมปราดมองสิ่งที่ตัวเองเขียนลงไปสักพัก แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมายาวๆ ...ช่างเป็นเนื้อเพลงที่ไม่มีความคล้องจองและต่อเนื่องกันเอาเสียเลย
คิดอย่างนั้นก็เอนหลังพิงกับโซฟา เปลือกตาหนาปิดลงอีกครั้งอย่างอ่อนล้า เขานั่งแต่งเพลงตามที่ได้รับมอบหมายมาข้ามวันข้ามคืน แต่ผลที่ได้ก็ยังไม่ถูกใจเขาอยู่ดี
เมื่อสามวันก่อนคิบอมถูกติดต่อจากทางบริษัทต้นสังกัดว่าถึงเวลาที่เขาควรจะทำงานเพลงให้กับบริษัทได้แล้วเพราะเวลาที่ใช้พักรักษาตัวนั้นน่าจะนานพอให้ร่างกายดีขึ้น และคิบอมก็ไม่ได้ปฏิเสธงานนั้นเขาคิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เขาพร้อมจะกลับมาทำงานและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถึงแม้จะยังจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยแต่งเพลงให้กับศิลปินคนใดบ้าง แต่เขาก็มั่นใจว่าเรื่องแบบนี้น่าจะไม่ยากเกินความรู้สึกของเขาที่จะกลั่นกรองออกมาได้
แต่แล้วคิบอมก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแต่งเพลงให้ออกมารื่นหูและมีความหมายอย่างที่เคยคิดไว้ หลังจากที่วางสายจากทางบริษัทเขาก็เอาแต่หมกตัวอยู่กับกีตาร์และกองกระดาษโน้ตมากมาย พยายามหาสมาธิหลับตาจินตนาการหาแรงบันดาลใจ แต่จนแล้วจนรอด เนื้อเพลงที่แต่งออกมาก็ยังไม่ได้อย่างที่เขาต้องการเสียที มันเหมือนกับความรู้สึกบางอย่างขาดหายไป ...
ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟาในรอบหลายวันที่ผ่านมาแล้วจึงเดินไปยังโทรศัพท์บ้านตัดสินใจต่อสายหาอีกคน ...คนที่น่าจะช่วยเขาได้
.
.
อากาศหนาวที่มีมาตลอดสองเดือนกว่าอุ่นลงมากแล้ว แสงแดดที่สาดส่องทำให้คนตัวบางรู้สึกดีได้มากเหลือเกิน ขาเรียวเดินก้าวไปเรื่อยๆก่อนจะหยุดลงแล้วจึงหมุนตัวกลับมาหาคนที่เดินตามตนเองขึ้นมา
“คุณมีอะไรจะคุยกับผมหรือฮะ?” ร่างบางเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน ไม่บ่อยนักที่เขาต้องมาคุยเรื่องส่วนตัวบนสวนดาดฟ้าของโรงพยาบาลแบบนี้...ยกเว้นก็แต่ครั้งนั้น เมื่อตอนที่เขาคุยกับทงเฮเรื่องของคิบอม
“ผมรู้ว่าคุณรู้ดี” ร่างสูงตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ฮยอกแจถอนหายใจยาวๆอีกครั้งแล้วจึงเอ่ยซ้ำ
“ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูด ผมก็คงต้องขอตัว”
แต่ก่อนที่จะได้หมุนตัวกลับ ข้อมือบางก็ถูกยึดไว้ด้วยมือหนาของอีกคน เสียงทุ้มเอ่ยกังวานชัดหวังให้คำที่ตนพูดนั้นซึมซับเข้าไปในหัวของอีกคนบ้าง
“ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมสมควรจะเข้ามายุ่ง แต่คุณไม่รู้สึกบ้างเหรอ ไม่อายบ้างหรือไงที่ขึ้นชื่อว่าแย่งคนรักของคนอื่นเค้ามาแบบนั้นน่ะ”
“....”
“ในขณะที่คุณหัวเราะ รู้บ้างมั้ยว่ามีอีกคนที่เค้าร้องไห้อยู่ ทุกครั้งที่คุณยิ้ม รู้มั้ยว่ามันทำให้ใครอีกคนต้องเจ็บปวด คนอย่างคุณมันเคยนึกถึงคนอื่นนอกจากตัวเองบ้างมั้ย!! หรือคุณคิดแค่ว่าตัวเองมีความสุข คนอื่นจะเป็นยังไงก็ไม่สำคัญ ขอให้ตัวเองได้มีความรักทั้งที่ต้องแย่งเค้ามาก็พอ ที่ผ่านมาผมพยายามอดทนที่จะไม่เข้าไปยุ่งเพราะคิดว่าสักวันคุณคงจะคิดได้...”
“แต่ผมก็คิดผิดเพราะว่าคนอย่างคุณมันดื้อด้านเกินไปที่จะยอมรับฟังและเข้าใจคนอื่น!!”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือบางกระทบเข้ากับใบหน้าคมจนหน้าหัน มือขาวสั่นน้อยๆก่อนจะค่อยๆทิ้งลงข้างตัว ริมฝีปากบางสั่นระริก พร้อมกับหยาดน้ำใสที่เริ่มเอ่อล้นอยู่ตรงขอบตา
“มากเกินไปแล้วชเวซีวอน มากเกินไป ผมรู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และ...”
ฮยอกแจกัดฟันสูดหายใจเขาลึกๆ เขาจะไม่มีวันให้หยาดน้ำตาต้องไหลรินออกมาเป็นอันขาด เขาจะต้องเข้มแข้งและไม่อ่อนแอให้ใครเห็น
“ผมขอถามคุณสักคำ การที่ผมรักใครสักคน มันผิดมากอย่างนั้นหรือ... ผมแค่รัก แค่มีความรักที่ต้องการให้เค้า ทำไมผมจะต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม ผมผิดมากอย่างนั้นหรือที่แค่พยายามรักษาความรักของตัวเองเอาไว้ ผมผิดอะไรที่จะต้องโยนความรู้สึกดีๆเหล่านั้นทิ้งและยอมเจ็บ!!!”
“.....”
“ถ้าเค้าไม่รักผม ผมก็พร้อมที่จะเดินออกไป ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นอย่างคุณมาด่าผมอย่างนี้ เพราะงั้นอย่าทำว่าคุณรู้ทุกอย่าง ความรู้สึกของคนเราบางครั้งพยายามห้ามเท่าไรมันก็ห้ามไม่ได้ และคุณ...ก็น่าจะเข้าใจ”
“.....”
ทันทีที่พูดจบฮยอกแจก็หันหลังกลับและเดินจากไปทิ้งให้ซีวอนต้องรู้สึกหนักอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน...คำพูดของฮยอกแจที่ทิ้งไว้ราวกับมีดแสนคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงความรู้สึกผิดที่อยู่ลึกๆของเขา
ขาเรียวฝืนก้าวกลับไปยังห้องของตัวเอง ฮยอกแจทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนล้า...ความรู้สึกผิดที่เขาต้องการหลีกหนีมาตลอดกำลังทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเต็มทน ลมหายใจถูกผ่อนออกช้าๆ หยาดน้ำใสเหมือนจะไหลออกมาจากตาเรียว ไม่เข้าใจว่าการรักใครสักคนเขาต้องทนเจ็บปวดถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาเพียงแค่ต้องการมีความรักอย่างคนทั่วไปก็เท่านั้น เปลือกตาบางหลับลงช้าก่อนที่มันจะเปิดขึ้นอีกครั้งเพราะเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
####
“ชอลลานัมโด? หมายความว่าคุณจะกลับมกโพงั้นเหรอ?”
ร่างบางที่กำลังนั่งจัดสัมภาระใส่กระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมของตัวเองพยักหน้าลงเป็นคำตอบ ก่อนที่คนถามจะรีบทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆร่างบางอย่างร้อนรน
“แต่คุณไม่จำเป็นต้องกลับไป คุณอยู่กับผมต่อไปก็ได้นี่!” ร่างสูงยังคงพยายามพูดโน้มน้าวใจอีกคน แต่มันก็ยังไม่มากพอให้คนอย่างอีทงเฮเปลี่ยนความคิดอยู่ดี
“จะให้ฉันรบกวนนายไปตลอดชีวิตหรือไง ฉันคงทำไม่ได้หรอกนะ” ทงเฮบอกพร้อมกับรอยยิ้มบาง เขาตัดสินใจแล้ว อย่างน้อยการกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดคงดีกว่าการมารบกวนเพื่อนร่างสูงอยู่อย่างนี้และมันคงจะดีกว่าที่ได้กลับไปในที่ที่เหมาะกับเขา มือบางจัดแจงเก็บผ้าพันคอลงในกระเป๋าเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนจะรูดซิป
“แต่...ผมเต็มใจนะ” ซีวอนยังคงไม่ลดละ นัยน์ตาคมที่จ้องมองใบหน้าหวานฉายแววจริงจัง และมันก็ทำให้ทงเฮต้องถอนหายใจ
“นายน่าจะรู้เหตุผลดีที่สุดนะ...ซีวอน” พูดเพียงแค่นั้น ทงเฮก็เดินออกไปจากห้องพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าที่อยู่ในมือ ทิ้งให้ซีวอนต้องถอนหายใจกับความดื้อรั้นที่ไม่เคยเปลี่ยน ก่อนจะตะโกนไล่หลัง “งั้นรออยู่ที่หน้าบ้านแล้วกัน เดี๋ยวผมไปส่ง”
####
คนตัวเล็กก้าวลงจากรถก่อนจะวิ่งตรงไปยังชายหาดสีขาวที่อยู่ตรงหน้า ลมเย็นๆกับกลิ่นอายของทะเลทำให้เขาผ่อนคลายได้มากทีเดียว ริมฝีปากบางยิ้มเต็มแก้มจนตาหยี
“หมอครับ!” เสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลังทำให้เขาต้องหันกลับไปแล้วก็เห็นว่าร่างสูงที่เดินตามมานั้นกำลังถือกล้องวีดีโออยู่
“นี่! ผมโทรมขนาดนี้ยังจะถ่ายกันอีกเหรอ หยุดเลยนะ!” ว่าแล้วก็วิ่งตรงไปหาอีกคนหมายจะแย่งกล้องวีดีโอมาไว้กับตัวเอง แต่ความสูงที่มีน้อยกว่าทำให้ฮยอกแจต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย
“คิบอมอ่า” พูดได้เพียงเท่านั้นพร้อมกับลมหายใจหอบถี่ ก่อนจะส่งสายตาค้อนๆไปให้ คิบอมหลุดขำออกมานิดหน่อยก่อนจะพับฝาปิดกล้อง แล้วหันมายิ้ม “โอเคๆไม่ถ่ายแล้วก็ได้”
หลังจากได้รับโทรศัพท์ที่คิบอมโทรมาบอกว่าอยากหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง เลยชวนเขามาพักผ่อนเปิดหูเปิดตาและเป็นการเที่ยวไปในตัวด้วย ฮยอกแจก็ตอบตกลงทันที...ทะเลในช่วงปลายฤดูหนาวสวยงามมากทีเดียว
คนตัวบางยิ้มให้กับคนรักจนเต็มแก้ม...เขาอยากจะเก็บช่วงเวลาแห่งความสุขแบบนี้เอาไว้
รีสอร์ทหลังไม่ใหญ่มากนักแต่ก็มากพอสำหรับคนสองคน วงแขนแกร่งสอดเข้าที่เอวบางจากทางด้านหลัง ฮยอกแจสะดุ้งตัวนิดหน่อยก่อนจะยิ้มบางให้กับจมูกโด่งที่ฝังลงบนแก้มนุ่มของเขา ทันใดนั้นร่างสูงก็ผละออกแล้ววิ่งไปจดอะไรยิกๆอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น
“ทำอะไรน่ะ” ฮยอกแจหันมาถามทั้งที่มือยังคงแช่อยู่ในอ่างล้างจาน คิบอมอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบพร้อมกับเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษ
“นึกเนื้อเพลงได้พอดีน่ะสิ”
ร่างบางแค่นหัวเราะนิดหน่อยกับคำบอกนั้น...แฟนของเขาติสต์ขนาดนึกเพลงได้ตลอดเวลาแบบนี้เชียวหรือ
มือหนาจดเนื้อเพลงลงบนกระดาษทันทีที่เขานึกขึ้นได้...เหตุการณ์นี้เขาสัมผัสได้ เขาเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าสมองได้ไตร่ตรองคำที่เขียนลงไปมั้ย แต่มันก็จดลงไปจนยาวเหยียดถึงแม้มันจะไม่ได้มากพอจนจบเพลงแต่ก็พอจะทำให้เขาอมยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ คิบอมอ่านทวนซ้ำอีกรอบพลางคิด...เขาแต่งได้ไม่เลวเลย
แต่จะดีกว่านี้หากเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนกับว่า...เคยแต่งมันมาก่อน
เสียงกุกกักที่อยู่หน้าจอทีวีดังขึ้นทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง...ฮยอกแจส่งยิ้มมาให้หลังจากต่อสายอะไรบางอย่างกับกล้องวีดีโอเสร็จ คิบอมหัวเราะนิดหน่อยกับการกระทำนั้น ...ไหนบอกไม่อยากโดนถ่าย พอตอนนี้จัดแจงต่อสายเองเสร็จสรรพ และเหมือนว่าร่างบางจะรู้ตัวว่ากำลังโดนนินทา สายตาค้อนๆถูกส่งมาให้ ก่อนจะตามด้วยรอยยิ้มกว้างเมื่อทนสายตาล้อๆที่ตอบกลับมาของอีกคนไม่ไหว สะโพกบางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกับตบปุปุเรียกให้คนที่มองอยู่ขยับมานั่งใกล้กันพลางเอ่ยบอก
“ดูวีดีโอที่อัดวันนี้กันดีกว่า”
.
.
เท้าเรียวก้าวลงบนพื้นถนน ก่อนจะกระชับผ้าพันคอให้มากกว่าเดิม ถึงแม้อากาศจะอุ่นขึ้นแล้วแต่คนขี้หนาวอย่างเขาก็อดจะติดนิสัยกระชับผ้าพันคอไม่ได้ ซีวอนมองคนที่เอาแต่จัดผ้าพันคออยู่อย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจแล้วจึงเอ่ยถามซ้ำ
“ให้ผมส่งแค่นี้แน่เหรอ?”
ทงเฮยิ้มให้ก่อนจะรับเอากระเป๋าเสื้อผ้าที่บังคับให้อีกคนส่งมาไปไว้ในมือ แล้วจึงเอ่ยขอบคุณพลางโบกมือลา
“โชคดีนะซีวอน ขอบใจมาก”
ทั้งที่ตั้งใจจะเดินไปส่งทงเฮให้ถึงที่แต่ซีวอนก็ต้องยอมแพ้เมื่อเห็นท่าทางโบกมือลาแบบนั้นของร่างบาง มือหนาหยิบแว่นกันแดดขึ้นสวมก่อนจะถอยรถออกไป สายตาคมมองตามเงาของคนที่สะท้อนอยู่ในกระจกหน้ารถไม่ห่าง ...สุดท้ายเขาก็ทำได้แค่นี้
แค่ส่งให้ร่างบางกลับมาอยู่ในที่ที่เคยจากมา
ลมร้อนถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากบาง เส้นผมนุ่มสวยปลิวไปตามแรงลมทะเลที่พัดมา ทงเฮเงยหน้าขึ้นสูดรับอากาศที่แสนคุ้นเคยนั้นเข้าปอด ก่อนจะเริ่มออกเดินไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมายังคงเหมือนเดิมก่อนที่เขาจะจากไป...บ้านอันแสนอบอุ่นของเขา
มือเรียวค่อยๆเปิดประตูบ้านออกก่อนจะตรงไปยังสวิตซ์ไฟ หลายปีที่จากไปบ้านยังคงสภาพเดิมเอาไว้อย่างดี แสงไฟสลัวจากการไม่ได้ใช้งานมานานทำให้ทงเฮต้องอมยิ้มกับมัน...ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี บรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้เขาอุ่นใจได้เสมอ ซิปกระเป๋าเสื้อผ้าค่อยๆเปิดออกพร้อมกับรูปพ่อและแม่ของเขา ทงเฮลูบมันเบาๆก่อนจะนำไปวางไว้ตรงชั้นวางที่เดิมที่มันเคยอยู่
ทั้งคู่เสียชีวิตเพราะออกไปหาปลาในช่วงที่มรสุมเข้า...พายุไม่เคยปรานีใครแม้กระทั่งพ่อแม่ของเขา เรือหาปลาเพียงลำเดียวของบ้านที่ใช้ในการเลี้ยงดูสามชีวิตในครอบครัวหายไปในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ เขาได้แต่เฝ้ารอการกลับมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เข้าใจว่าไม่มีใครกลับมาอีกแล้ว
ชีวิตเด็กม.ปลายธรรมดาที่เคยเรียนๆเล่นๆไปวันๆก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อไม่มีทั้งพ่อและแม่คอยดูแล หยุดเรียนและทำงานหาเงินคือสิ่งจำเป็นเพียงอย่างเดียวที่เขาต้องทำในเวลานั้น
และมันก็ทำให้เขาได้พบกับใครบางคน...
.
.
ดวงตาคมลืมขึ้นในความมืดมิด ก่อนจะหยัดกายขึ้นนั่ง ...เขานอนไม่หลับ
คิบอมหันไปมองใบหน้าของคนรักที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทรา ก่อนจะเดินไปเปิดประตูแล้วออกมาจากห้องอย่างแผ่วเบา
ลมหายใจถูกผ่อนออกช้าๆพร้อมกับร่างสูงที่ทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟา สายตาคมเหม่อมองไกลผ่านกระจกหน้าต่างไปยังดวงดาวมากมายที่อยู่บนท้องฟ้า เวลาแบบนี้ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกผ่อนคลายและอุ่นใจ แต่เขากลับรู้สึกโหยหาบางอย่าง...ทั้งที่คนรักก็ยังคงนอนอยู่ในห้อง แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่คิด
เปลือกตาหนาหลับลงอย่างต้องการหยุดพัก เขาเหนื่อยกับการที่ต้องต่อต้านกับความรู้สึกบางอย่างที่ขาดหายไป มันทรมานเกินกว่าจะอธิบายเพราะเขาไม่รู้และไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการจะหลีกหนีจากอะไรอยู่...ใช่ เขาเคยคิดว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไป แต่ยิ่งนานเท่าไรเขาก็รู้ว่าตัวเองยิ่งทรมาน
การพยายามจะเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่หันกลับไปมองถึงอดีตที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่เขาเลือกตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาล จิตใต้สำนึกของเขาบอกกับตัวเองแบบนั้น และเขาก็มีความสุขดีเมื่อมีฮยอกแจอยู่เคียงข้าง...เขามีความสุขจนกระทั่งใครบางคนออกไปจากชีวิต
ทั้งที่ก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไร...แต่ทำไมถึงได้ลืมใบหน้าสวยหวานนั้นไม่ลง เขาลืมใบหน้าของคนที่เอาแต่แอบร้องไห้เวลาเขาแกล้งหลับไม่ได้...และครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ มันก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่เคยลืมร่างบางเจ้าของใบหน้าสวยหวานนั้นได้เลย
เพียงแต่ตรงหน้าเขา...มีอีกคนที่เขาเลือก ฮยอกแจคือคนที่เขารักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เขามั่นใจว่าฮยอกแจจะทำให้เขาผ่านช่วงเวลาเลวร้ายไปได้...ช่วงเวลาที่เขาไม่อยากจดจำ
ไม่อยากจดจำอย่างนั้นหรือ...
ร่างสูงส่ายหัวไปมาให้กับความคิดแปลกๆที่แล่นเข้ามาในหัวสมอง ก่อนจะลืมตาขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติของตัวเองเมื่อเริ่มรู้สึกว่าในหัวสมองเริ่มมีความคิดบางอย่างแทรกเข้ามา เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามไรผมหนา ก่อนที่ดวงตาคมจะเบิกกว้าง...
เสียงของใครบางคนแว่วเขามาในหู ภาพของใครบางคนที่หันมายิ้มให้เขาราวกับภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำ ...มันชัดเจนอยู่ในหัว ทันใดนั้นมือหนาก็พลัดไปโดนปุ่มรีโมทเครื่องเล่นวีดีโอที่เปิดค้างอยู่ ลิสต์รายการที่เขาบันทึกวันนี้ถูกดูไปหมดแล้ว เหลือก็แต่รายการสุดท้ายที่เขาไม่ใส่ใจจะดูมัน
ภาพบนจอที่เคยดำสนิทสว่างวาบขึ้นพร้อมกับใบหน้าหวานของใครบางคนที่หลับตาพริ้ม เปลือกตาบางยกขึ้นช้าก่อนจะส่งยิ้มมาให้เขาที่เป็นคนถ่าย ก่อนที่กลีบปากบางจะถูกริมฝีปากหนาช่วงชิงความหวานหอมหวาน ทุกการกระทำถูกบันทึกไว้ในกล้องวีดีโอที่เขาตั้งใจถ่าย
เหตุการณ์ที่อยู่ในวีดีโอยังคงฉายไปเรื่อยๆ ร่างบางวิ่งไปตามชายหาดก่อนจะหยุดแล้วหมุนตัวกลับเดินมาหาเขา เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นก่อนที่ริมฝีปากบางจะส่งจุ๊บให้กับกล้อง มือเรียวถูกยกขึ้นปิดหน้าเมื่อรู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปช่างน่าอายเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดมือออกแล้วส่งยิ้มหวานให้กับกล้องอีกครั้ง...บางทีมันอาจจะเลยไปถึงตากล้องด้วยก็ได้
ดวงตาคมจ้องมองภาพบนหน้าจอทีวีอยู่อย่างนั้นอย่างไม่คิดจะละออกไปไหน รอยยิ้มหวานที่ได้เห็นมันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ใบหน้าหวานของคนที่เขาไม่เคยลืมในส่วนลึกของจิตใจปรากฏอยู่ตรงหน้า และค่อยๆเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างที่ขาดหายไปของเขา
แล้วภาพต่างๆที่เคยเลือนหายก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ เสียงหัวเราะที่แสนสดใสของร่างบางตอนที่ไปเลือกซื้อของแต่งบ้านด้วยกัน ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กที่ป้อนส้มให้เขากินอย่างเอาแต่ใจแต่สุดท้ายก็เขินเสียเอง เสียงโหวกเหวกโวยวายตอนดึกๆที่ชอบไล่ให้เขากลับไปนอนที่ห้องตัวเอง ขนมปังปิ้งกับโกโก้ร้อนที่กินเท่าไรก็ไม่เคยเบื่อเพราะมันเป็นฝีมือของคนตัวเล็ก
...และภาพสุดท้ายที่ฉายซ้ำให้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของคนที่เขาละเลยมาตลอดก็คือ...หยาดน้ำใสที่ไหลรินออกจากขอบตาบางและเสียงสะอื้นที่เคยได้ยินบ่อยๆ
นี่เขา...ทำอะไรลงไป
ทำร้ายความรู้สึกของคนรักอย่างเลือดเย็น...
ไล่ให้คนตัวเล็กออกจากบ้านทั้งที่เคยพูดเอาไว้เองว่ามันคือ...บ้านของเรา แบบนั้น
เขาทำมันได้ยังไง...
.
.
"คิ...บอม"
เสียงสั่นที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ร่างสูงต้องหันกลับไปและก็ได้เห็นว่าคนตรงหน้ากำลังยืนมองเขาอยู่ แสงสว่างจากหน้าจอทีวีถึงแม้จะมีไม่มากแต่ก็เพียงพอจะทำให้เขาเห็นดวงตากลมที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำใสของอีกคนได้ ขายาวหยัดกายลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าร่างบาง
มือหนาโอบเอาคนที่ตัวสั่นเทาเข้ามาไว้ในอ้อมกอด รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่อยู่บนอกแกร่ง เสียงสะอื้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของยามค่ำคืน อ้อมแขนแข็งแรงกระชับกอดให้มากกว่าเดิมก่อนจะรู้สึกได้ถึงแรงกอดรัดที่ตอบกลับมา ริมฝีปากหนาพรมจูบลงบนเส้นผมนุ่มอย่างแผ่วเบาและปลอบโยน
นานกว่าชั่วอึดใจ ร่างสูงก็ผละตัวออกมา ใบหน้าคมจ้องมองใบหนาหวานของคนรักคนปัจจุบันที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นิ้วโป้งถูกยกขึ้นปาดน้ำใสเหล่านั้นทิ้งไปอย่างเชื่องช้าแต่มันก็ยังไหลออกมาอยู่ดี รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นเหมือนอย่างเคยถูกส่งไปให้ แต่มันกลับทำให้อีกคน...ใจหายเหลือเกิน
อ้อมแขนแกร่งยังคงกอดคนตัวบางที่สะอื้นอยู่หลวมๆ มือหนาลูบแผ่นหลังบางไปมาก่อนที่จะโน้มใบหน้าลง ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าของคนที่เขาคิดว่ารัก เปลือกตาบางปิดลงรอรับสัมผัสของอีกคนทั้งที่น้ำตายังคงไหลออกมาไม่หยุด...สัมผัสที่รู้ดีว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ร่างสูงทำให้กับเขา
ริมฝีปากหนาแตะลงบนกลีบปากบางอย่างเชื่องช้า แล้วจึงค่อยๆไล่ขึ้นไปจูบซับน้ำตาที่ไหลอาบอยู่ที่พวงแก้มขาว จูบเบาๆที่หน้าผาก ปลายจมูก ก่อนจะจบลงที่ริมฝีปากบางอีกครั้ง
"ผมขอโทษ"
ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ...ความทุกข์ก็อาจจะเป็นเหมือนกัน
เปลือกตาบางเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ไม่อยากจะตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่า...วันนี้เขาไม่มีอ้อมกอดของร่างสูงเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว หันไปด้านข้างก็เจอแต่ความว่างเปล่า อ้อมกอดที่เคยปลอบประโลมเขาเมื่อคืนนี้หายไป ร่างบางหยัดกายขึ้นนั่งก่อนจะรู้สึกถึงน้ำใสที่ไหลลงอาบทั้งสองข้างแก้ม มือบางเช็ดมันออกอย่างเชื่องช้าก่อนจะเหม่อมองออกไปยังคลื่นทะเลที่สาดกระทบฝั่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
บางที...มันคงถึงเวลาที่เขาต้องหยุดเสียที
การดึงรั้งและพยายามเข้าไปแทนที่ถึงแม้มันจะยากลำบากและเจ็บปวดที่เป็นเหมือนตัวแทน แต่เขาก็เคยคิดว่าสักวันที่ว่างตรงนั้นมันอาจจะเป็นของเขา
แต่เขาก็ได้รู้ว่ายิ่งพุ่งชนมากเท่าไร ก็มีแต่จะเหนื่อยและเจ็บปวดมากเท่านั้น...เขาไม่ใช่คลื่นที่จะสาดกระทบฝั่งได้โดยไม่รู้สึกเจ็บอะไร แต่เขามีหัวใจ...มีหัวใจที่มันก็อ่อนแอเป็นเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าน้ำตาที่ออกมาจากขอบตาบางนั้นมีมากเท่าไร แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ใครบางคนที่นั่งเฝ้าร่างบางอยู่ที่หน้าประตูมาตลอดต้องลุกขึ้น ลมหายใจหนักๆถูกผ่อนออกเป็นการเรียกกำลังใจ ก่อนจะถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองที่ขอมาไขเข้าไปหาคนที่เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่บนที่นอน
เท้าหนาก้าวอย่างเชื่องช้าผ่านห้องนั่งเล่นไปหยุดที่หน้าประตูห้องนอน มือหนากลั้นใจยกมันขึ้นหมายจะเคาะแต่ก็ต้องปล่อยมันทิ้งลงข้างตัวเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นที่ยังคงดังอยู่ไม่หยุด ร่างสูงย่อตัวลงนั่งช้าๆที่หน้าประตู
ฮยอกแจเจ็บ...เขาก็เจ็บไม่แพ้กัน
.
.
มือหนาหักพวงมาลัยรถอย่างรวดเร็วพอๆกับความคิด ก่อนจะจอดมันที่หน้าบ้านแล้วตรงดิ่งเข้าไปภายใน คิบอมกำลังสับสน เขาควรจะทำอย่างไร เขาจะไปตามหาร่างบางคนรักของเขาได้ที่ไหน คำถามมากมายตีกันให้วุ่นไปหมด สิ่งที่รู้อย่างเดียวในตอนนี้คือ...เขาต้องเจอร่างบางให้ได้
เขาต้องรั้งหัวใจของเขาเอาไว้ ...ถึงแม้ว่ามันอาจจะสายเกินไปแล้วก็ตาม
เท้าเรียวเดินเข้าไปในห้องของทงเฮที่เขาชอบมานอนอยู่ทุกคืน สายตาคมมองไปยังตู้หนังสือที่อยู่ตรงมุมห้อง ก่อนจะตรงไปรื้อเอาพวกหนังสืออ่านเล่นที่คนตัวเล็กชอบอ่านออกมา..ไม่ผิดจริงๆ ทงเฮซ่อนรูปของเขากับเจ้าตัวเอาไว้ในหนังสือพวกนี้...มันสอดอยู่ในทุกเล่มที่เขาหยิบขึ้นมาเปิดดู
คิบอมมักจะมาเปิดดูอัลบั้มรูปอยู่บ่อยๆเพราะฮยอกแจบอกว่ามีภาพสมัยเด็กของเขาอยู่ในนั้นและแนะนำว่าให้เขาลองเปิดดูเผื่อมันอาจจะทำให้เขาฟื้นความทรงจำได้เร็วขึ้น
ถึงแม้ไม่ได้อยากจะใส่ใจกับอัลบั้มพวกนี้สักเท่าไร แต่ก็อดจะเอาออกมาเปิดดูอย่างที่ฮยอกแจบอกไม่ได้ ทุกครั้งที่ได้ดูเขามักจะรู้สึกเหมือนกับว่ารูปบางรูปในอัลบั้มมันหายไป แต่ก็นึกไม่ออกว่าอยู่ที่ไหนเลยได้แต่ปล่อยให้เวลามันผ่านไปแบบนั้น
...ให้มันผ่านไปจนถึงตอนนี้ที่เขาได้รู้ว่ามันไม่เคยหายไปไหนเลย
แต่อยู่ที่นี่...ในหนังสือของคนตัวเล็ก หนังสือที่ทงเฮใช้ซ่อนรูปที่เจ้าตัวแอบถ่ายตอนเขาหลับเอาไว้
เปลือกตาหนาปิดลงอย่างต้องการสมาธิ ในมือยังคงถือรูปถ่ายของคนตัวเล็กที่แอบจูบตอนที่เขาหลับเอาไว้แน่น ก่อนจะเริ่มใช้ความคิด...คนเดียวที่จะช่วยเขาได้ คนเดียวที่ทงเฮเคยแนะนำว่าคือเพื่อน
...ชเว ซีวอน
เสียงเคาะประตูยามค่ำคืนที่ดังขึ้นอย่างเอาแต่ใจนั้นทำให้ร่างสูงที่กำลังจะปิดไฟนอนต้องลุกออกมาจากที่นอน ซีวอนเปิดลิ้นชักหัวเตียงแล้วจึงหยิบเอาปืนพกออกมาถือไว้กับตัว ก่อนที่ขายาวจะก้าวลงบันได้ไปยังชั้นล่าง
ร่างสูงหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูก่อนจะค่อยแง้มมันออกแต่ดูว่ามันจะขัดใจคนที่รออยู่ข้างนอกเสียเหลือเกิน ประตูนั้นจึงถูกผลักออกแทบจะทันทีที่มันโดนปลดล็อก ซีวอนยกปืนขึ้นตามสัญชาตญาณแล้วก็ต้องตาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นใคร
"นายมาทำอะไรที่นี่?" ซีวอนถามขณะลดปืนลง ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่เขาคิดว่าความจำเสื่อมจะมายืนเคาะประตูอยู่หน้าบ้านเขาตอนดึกดื่นอย่างนี้
"ทงเฮ...อยู่ที่ไหน?" เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับลมหายใจที่หอบถี่ ก่อนจะตะโกนซ้ำอีกครั้ง "ฉันถามว่าทงเฮอยู่ทีไหน!!!"
ร้อน...ใจเขาตอนนี้มันร้อนเหลือเกิน
คิบอมรู้ดีว่าเขากำลังกระวนกระวายจนจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว
"นาย...จำได้แล้ว?" ซีวอนยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูตกใจไม่น้อย แล้วก็ได้คำตอบเป็นเสียงดังชัดของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"ใช่!! และตอนนี้ฉันก็คิดที่จะมารับคนรักของฉันกลับไป" พูดจบก็ทำท่าจะเดินเข้าไปภายในบ้าน เพราะทุกครั้งที่ร่างบางงอนแล้วต้องการที่จะประชดเขา ทงเฮมักจะหนีเขามาที่บ้านซีวอนอยู่บ่อยๆ และก็เป็นเขาเองที่จะต้องมาง้อให้ร่างบางกลับบ้านไปด้วยกัน มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง และเขาก็คิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน
แต่ไม่ทันที่เท้าหน้าจะได้ก้าวเข้าไปภายในก็ถูกมือหนาของเจ้าของบ้านยกขึ้นขวางเอาไว้เสียก่อน
"ทงเฮ...ไม่ได้อยู่ที่นี่" เสียงทุ้มเอ่ยตอบพร้อมกับลมหายใจที่ผ่อนออกมาก่อนจะถามประโยคถัดมาที่คั่งค้างในใจของเขา "แล้วนายไม่โกรธ..."
"ทงเฮอยู่ที่ไหน? ตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหน!?" ร่างสูงตวาดถามกลับทั้งที่อีกคนยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ มือหนากระชากเข้าที่คอเสื้อของอีกคนแล้วถามซ้ำ "ฉันถามว่าเค้าอยู่ที่ไหน!?"
คนที่ถูกกระชากคอเสื้อได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"มกโพ...แต่ที่นั่นฉันก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนเหมือนกัน"
มือหนาผละออกจากร่างสูงทั้งที่ยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ แค่ได้ยินคำว่ามกโพคิบอมก็รีบวิ่งไปขึ้นรถแล้วขับมันออกไปอย่างรวดเร็ว ซีวอนได้แต่มองตามหลังรถนั้น ปากหนาพึมพำเป็นคำอวยพร ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆแต่ก็รู้ดีว่ามันคือสิ่งที่เขาควรทำ "ขอให้คุณได้พบกับเขานะ...ทงเฮ"
.
.
"แล้วแกก็จากเขามาง่ายๆแบบนี้?"
ร่างอวบถามขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าทั้งหมดจากเพื่อนสนิท คนที่เพิ่งเล่าจบก็เลยพยักหน้าตอบเป็นการยืนยันอีกครั้ง ทำเอาซองมินต้องจิ๊ปากอย่างขัดใจกับความแสนดีที่บางครั้งมันก็มากไปของเพื่อนตัวเอง
"ทำตัวเป็นนางเอกซีรีย์น้ำเน่ามากไปแล้ว"
"บางที...มันอาจจะสมควรแล้วก็ได้ที่ฉันโดนแบบนี้น่ะ" พูดไปก็ยิ้มเยาะตัวเองไปด้วย ซองมินถอนหายใจยาวให้กับความคิดของเพื่อน ก่อนจะโดนร่างบางเปลี่ยนเรื่องคุยไปเสียดื้อๆ
"ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ซองมินก็ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆนะ" ร่างบางพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ทำเอาคนร่างอวบต้องขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ย "เปลี่ยนสิ...น่ารักขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะ"
คำพูดหยอกล้อของซองมินยังทำให้ร่างบางยิ้มได้เสมอ เขารู้จักกับเพื่อนร่างอวบคนนี้ตั้งแต่เด็กเพราะว่าครอบครัวทั้งคู่สนิทกัน และยังเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล จนกระทั่งพ่อและแม่ของทงเฮเสียชีวิต เขาเลยต้องหยุดเรียนและหางานทำ
โชคดีที่ครอบครัวของซองมินมีร้านอาหารริมทะเลที่อยู่ในตัวเมือง เขาจึงได้งานโดยไม่ยากเย็นนัก พ่อและแม่ของซองมินเป็นนายจ้างที่ดีและเลี้ยงดูเขาเหมือนกับเป็นลูกอีกคน แต่ถึงอย่างนั้นรายได้ของร้านอาหารเล็กๆก็ไม่ได้มีมากพอที่จะส่งเสียให้เด็กหนุ่มทั้งสองได้เรียนหนังสือไปพร้อมๆกัน ทงเฮเข้าใจเรื่องนี้ดี เขาจึงไม่ค้านอะไรที่จะเลิกเรียนและออกมาช่วยงานทางบ้านซองมินอย่างจริงจัง
ทุกเย็นหลังเลิกเรียนซองมินมักจะมาเล่าเรื่องที่ได้เรียนให้เขาฟังเสมอ พร้อมกับบ่นซ้ำๆว่า "เรียนไม่รู้เรื่อง" ทงเฮที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่ส่งยิ้มพร้อมขยี้หัวของอีกคนก่อนจะบอก "แกต้องเรียนแทนฉันด้วยสิ" แล้วก็จะได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดตามมาว่า "ถ้าแกเรียนด้วยกันก็ดีหรอก..." มาเสมอ
กว่าที่ร้านจะปิดก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว บ้านของเขากับร้านอาหารไม่ได้อยู่ติดกัน ทงเฮจึงใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการเดินไป-กลับระหว่างบ้านกับร้านอาหาร พอผ่านไปนานเข้าพ่อของซองมินก็ทนดูเขาเดินไปๆกลับๆในทางเปลี่ยวแบบนั้นไม่ไหว เลยบอกให้ย้ายเข้ามานอนด้วยกันเสียเลย เขากับซองมินเลยถูกเลี้ยงให้กินนอนมาด้วยกันตั้งแต่นั้น
จนกระทั่งมีใครบางคนเข้ามา...
"แล้วแกจะอยู่ที่นี่นานมั้ย?" ซองมินเอ่ยถาม ขณะที่กำลังทาแป้งฝุ่นอยู่หน้ากระจก วันนี้ซองมินอาสาจะมานอนค้างเป็นเพื่อนทงเฮที่บ้าน ถ้าจะปล่อยให้เพื่อนนอนอยู่ตัวคนเดียวก็ดูจะน่ากลัวไม่น้อย เพราะบ้านของทงเฮนั้นค่อนข้างเปลี่ยว
อีกอย่างนานแล้วเหมือนกันที่พวกเขาไม่ได้นอนคุยกันแบบนี้ ตั้งแต่ที่ทงเฮไปอยู่โซล เขาก็ได้แต่โทรติดต่อ หรือเข้าไปหาร่างบางที่โซลบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้นอนค้างด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนสักที
ร่างบางนิ่งไปเพียงนิดก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเนือยๆ "ก็อาจจะตลอดไป.." ทำเอาคนฟังต้องหันหน้าขวับมาหาคนตอบคำถามทันที
"แกจะบ้าเหรอ! ไม่คิดจะกลับไปอยู่โซลรึไง!?" แล้วซองมินก็อยากจะตบเหม่งตัวเองสักทีสองทีเมื่อคำตอบที่ได้กลับมาคือการพยักหน้าของร่างบาง
ร่างอวบที่ใบหน้าขาวเพราะแป้งฝุ่นเดินตรงไปหาคนที่เอาแต่แสร้งทำเป็นจัดผ้าปูที่นอนก่อนจะนั่งลงข้างกายบางช้าๆ แล้วจึงคว้าเอามือขาวของเพื่อนตัวบางมากุมไว้
"อย่าเพิ่งตัดสินอะไรทั้งทียังไม่ได้คิดสิ บางทีมันอาจจะยังไม่ใช่จุดจบของแกกับเค้าก็ได้"
ร่างบางแค่นยิ้มกับคำบอกนั้นแล้วจึงเอ่ยบอกเพื่อนตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่นเทา
"คิบอมเค้าก็ดู...มีความสุขดี"
"แกคิดดีแล้วเหรอ?"
ซองมินถามทั้งที่ยังคงกุมมือของอีกคนไว้แน่น ทั้งที่รู้ว่าอาจจะเหมือนตอกย้ำให้อีกคนรู้สึกเจ็บ แต่เขาก็คิดว่ามันคุ้มที่จะทำให้ทงเฮได้ไตร่ตรองอีกครั้ง
"การยืนอยู่ข้างคิบอมมันทำให้ฉันเจ็บ มันเหนื่อยเกินไปที่ต้องยืนอยู่ตรงนั้นและรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนส่วนเกิน"
หยาดน้ำใสที่หน่วงอยู่ตรงขอบตาบางในขณะที่พูด ทำเอาคนมองอยู่อดไม่ได้ที่จะคว้าตัวอีกคนเข้ามากอดปลอบ มืออวบได้แต่ลูบหลังเพื่อนไปมาอย่างต้องการให้กำลังใจ แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกที่ดังมาจากด้านนอกก็ทำให้เขาต้องชะงัก ซองมินผละตัวออกจากทงเฮก่อนจะลุกขึ้นไปยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง ดวงตากลมเพ่งมองไปในความมืดตามต้นตอของเสียงที่ได้ยิน
แล้วก็ต้องเบิกตากว้างหันกลับมาหาคนที่จมูกยังคงแดงอยู่อย่างตกใจ...
"อะไรเหรอซองมิน?" เป็นทงเฮที่เอ่ยถามก่อนจะเดินตามเพื่อนร่างอวบมาหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น...ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น
คิบอม...อย่างนั้นหรือ
เขาคงคิดถึงคิบอมมากไปจนตาฝาดสินะ...
แต่แล้วเสียงตะโกนชื่อเขาที่ยังคงดังอยู่ก็ยืนยันให้ได้รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นความจริง ขาเรียวก้าวออกจากห้องนอนผ่านห้องนั่งเล่นตรงไปยังประตูหน้าบ้านทั้งที่ยังไม่ได้เปิดไฟด้วยซ้ำ แต่ไม่ทันที่จะได้ปลดล็อกมือบางก็หยุดการกระทำทุกอย่างเสียดื้อๆ ซองมินที่ได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าประตูเงียบไปจึงได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจก่อนจะเอ่ยถามอีกคน
"ทำไมไม่เปิดประตูล่ะ"
"ทงเฮ"
เรียกซ้ำอีกครั้งเมื่อไม่ได้ยินเสียงอีกคนตอบกลับมา ร่างบางหมุนตัวกลับก่อนจะเดินผ่านหน้าเพื่อนตัวเองเข้าไปในห้องนอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนที่ยังยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นเลยได้แต่มองตามหลัง ไม่เข้าใจว่าทงเฮกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งที่คิบอมก็มาแล้ว อะไรๆมันก็น่าจะดีขึ้น แต่ทำไม...ทำไมเพื่อนร่างบางของเขาถึงเฉยเมยราวกับไม่รับรู้การมาของอีกคนอย่างนี้กัน
ดวงตากลมได้แต่มองไปยังประตู ชั่งใจอยู่เพียงนิดว่าจะเปิดให้คนที่ยืนหนาวอยู่ข้างนอกเข้ามาดีมั้ย...แต่ก็ต้องตัดใจเดินตามเพื่อนตัวเองเข้าไปในห้องนอน
เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น...เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจแทนใคร
"ทงเฮ!! ...ผมรู้ว่าคุณอยู่ข้างใน เปิดประตูให้ผมหน่อยได้ไหม" เสียงตะโกนจากบุคคลมาใหม่ที่ไม่คาดคิดยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิบอมเคาะประตูอยู่อย่างนั้น ได้แต่ตะโกนซ้ำๆเป็นชื่อของคนที่เขารักจนหมดใจ
"ได้โปรดเถอะ...ทงเฮ" ร่างสูงยังคงตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ก้อนเมฆสีดำเคลื่อนที่ปิดแสงของดวงจันทร์จนมิด ไม่มีแม้แต่แสงของดวงดาวสักดวงที่ลอดผ่าน พายุกำลังจะเข้าในไม่ช้า...คิบอมรู้ดี
แต่เขาก็จะไม่ถอยไปไหน...จะยืนอยู่ตรงนี้ ร้องตะโกนมันไปซ้ำๆ ยอมเป็นคนดื้อด้านแบบนี้มันไปเรื่อยๆ
แค่หวังเพียงเล็กๆว่าทงเฮจะได้ยินเขาบ้าง...หวังเล็กๆว่าทงเฮอาจจะให้อภัยเขา
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามัน...เป็นไปได้ยากเหลือเกิน
เสียงฟ้าร้องดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ ก่อนจะตามมาด้วยสายฝนที่สาดเทกระหน่ำอย่างไม่คิดชีวิต แสงวูบวาบจากฟากฟ้าปรากฏขึ้นก่อนจะหายไปแล้วตามด้วยเสียงดังจากฟ้าร้องอีกครั้ง ลมหนาวยังคงพัดแรงขึ้นเรื่อยๆตามสายฝนที่พากันกระหน่ำตกลงมา
คนกลางเพียงคนเดียวอย่างซองมินในตอนนี้ทำได้เพียงเดินไปที่ข้างหน้าต่างมองคนหัวรั้นที่เอาแต่ยืนตากฝนตะโกนแหกปากแล้วก็เดินวกกลับมาหาคนที่นอนหันหลังไม่รู้ไม่ชี้อยู่บนที่นอน เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง จนเขาทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาร่างบางเสียเอง
"ทงเฮ" ซองมินเอ่ยเรียกชื่อคนที่เอาแต่นอนหันหลังมาเป็นชั่วโมงพลางดันตัวของอีกคนให้หันหน้ากลับมาหากัน แล้วก็ต้องอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าใบหน้าสวยนั้นมันเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
"แก..." พูดได้เพียงเท่านี้จริงๆเพราะทันทีที่ร่างบางหันกลับมามือบางก็คว้าเข้าที่เอวของเขาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาร้องไห้แข่งกับเสียงตะโกนของร่างสูงที่อยู่ด้านนอก มืออวบลูบลงช้าๆบนเส้นผมนิ่มของเพื่อนรักอย่างปลอบโยนก่อนจะเอ่ย
"ข้างนอกฝนตกนะ"
พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ ทั้งที่ใบหน้าหวานยังซุกอยู่ที่เอวของเขา
"ลมก็แรงมากด้วย"
แรงกอดของอ้อมแขนเล็กรัดเขาแน่นขึ้น...นั่นคือสิ่งที่ซองมินรับรู้ได้
"...ทงเฮไม่ห่วงเค้าเหรอ"
ใบหน้าหวานส่ายไปมากแต่ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาอยู่ดี ซองมินสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะถามคำถามสุดท้าย
"...ทงเฮรักเค้าหรือเปล่า"
ร่างบางชะงักไปเพียงนิดกับคำถามนั้น ก่อนจะผละตัวออกจากเอวของอีกคนช้าๆพลางทอดสายตาไปยังบานหน้าต่างที่อยู่ไม่ไกลจากเตียงเท่าไรนัก ริมฝีปากบางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"...รัก"
แล้วจึงเอ่ยต่อทั้งที่ยังสะอื้นไม่หยุด "แต่ว่าฉันไม่อยากกลับไปเป็นคนอ่อนแอแบบนั้น ไม่อยากร้องไห้ทุกวัน ไม่อยากที่จะต้องเจ็บ..."
"แล้วที่พูดมาน่ะ ตอนนี้ทงเฮไม่ได้เป็นอยู่เหรอ?" ซองมินจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตากลมของอีกคนที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แล้วจึงพูดต่อ
"ที่ทำอยู่ตอนนี้...ไม่ได้กำลังอ่อนแอ ไม่ได้กำลังร้องไห้ หรือแม้กระทั่งไม่ได้กำลังเจ็บ...อย่างนั้นใช่มั้ย?"
ดวงหน้าหวานที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาส่ายหน้าไปมา...
อ่อนแอหรือ... เขาอ่อนแอตั้งแต่วันที่รู้ว่าคิบอมไม่ได้รักตัวเองแล้ว
ร้องไห้หรือ... เขาร้องไห้แทบจะทุกวันที่รู้ว่าเขากำลังจะเสียคิบอมไป
เจ็บหรือ... เขาไม่เคยหายใจอยู่ได้โดยที่ไม่มีคำนี้เลยสักครั้ง
"ทงเฮ...คนเราน่ะ จะหนีอะไรก็หนีได้ แต่หนีใจตัวเองมันทำไม่ได้หรอกนะ"
แล้วร่างบางก็ต้องซบเข้าที่เอวหนาของเพื่อนรักอีกครั้ง ร้องไห้สะอื้นตัวโยนกับความจริงที่ต่อให้ตายยังไงเขาก็หนีไม่พ้น...ความจริงที่เขารักคิบอมมากเหลือเกิน
ขายาวยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาก็ได้แต่กร่นด่าโกรธตัวเองอยู่ในใจที่ละเลยไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนที่เขารัก แล้วยัง...ทำร้ายให้คนรักต้องร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยาดน้ำใสรื้นขึ้นมาที่ขอบตาร้อน คิบอมกลอกตามองไปยังด้านบนช้าๆ ภาพความทรงจำเก่าๆแล่นเข้ามายิ่งพาลให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาเสียดื้อๆ
ที่ผ่านมาเขาไม่ใช่คนรักที่ดีเอาเสียเลย...แล้วเขายังจะหวังให้ร่างบางให้อภัยเขาอย่างนั้นหรือ
หึ...ร่างสูงยิ้มเยาะให้กับความหวังลมๆแล้งๆของตัวเอง น้ำใสไหลออกจากดวงตาคมก่อนที่มันจะปะปนไปกับสายฝนที่ตกลงมา เขาต้องทำอย่างไรที่จะรั้งหัวใจของเขาเอาไว้ เขาต้องทำอย่างไรที่จะได้โอบกอดคนที่เขาโหยหา เขาต้องทำอย่างไร...
ร่างสูงได้แต่ภาวนาให้อีกคนได้ยินสิ่งที่เขาพูดออกไปบ้าง
... ได้แต่หวังว่าอีกคนจะเชื่อมั่นในความรักที่เขามีให้
"ผมมันเลว...เลวที่ทิ้งคุณ คุณจะโกรธจะเกลียดผมยังไงก็ได้..."
"แต่รู้เอาไว้นะ ว่าผู้ชายเลวๆคนนี้มันรักคุณมาก... มันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ"
เสียงทุ้มตะโกนแข่งกับสายฝนที่ยังโปรยปรายลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนเหมือนทุกครั้ง แต่ต่างกันก็ตรงที่ครั้งนี้...คำภาวนาของเขาเป็นผล
ประตูบานเล็กเปิดออกช้าๆพร้อมกับร่างของคนที่เขารักจนหมดใจ ถึงแม้ท้องฟ้ายังคงเป็นสีดำมืดสนิทแต่คิบอมกลับเห็นคนตรงหน้าชัดเจนยิ่งกว่าอะไร ใบหน้าหวานที่เขาเอาแต่คิดถึงอยู่เสมอ กายบางที่เขาเผ้าทะนุถนอม....มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
ทงเฮเดินมาหาเขา เหมือนว่าริมฝีปากจะแห้งผาก แต่ลมหายใจอุ่นร้อนที่เขารู้สึกได้ก็ทำให้เขารู้ว่าร่างบางที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่ความฝัน หยาดน้ำใสไหลลงช้าๆออกมากจากดวงตาคม มือหนาเอื้อมไปเช็ดหยาดน้ำตาที่เหมือนว่าจะไหลออกมาจากขอบตาบางให้หายไป ไม่ต่างกันกับมือบางที่ยกขึ้นปาดน้ำตาให้อีกคนเช่นกัน
"ผมขอโทษ"
"..."
"ขอโทษที่ทำร้าย ขอโทษที่ไม่ใส่ใจ ขอโทษที่ดื้อด้านอยู่แบบนี้และขอโทษกับทุกอย่างที่ทำให้คุณต้องร้องไห้"
"..."
"ถึงแม้ว่ามันอาจจะสายเกินไป แต่ผมแค่อยากจะบอก..."
" ...ผมรักคุณนะ"
ร่างสูงเดินก้าวเข้าไปหาคนตรงหน้าเขาช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ออกไปจากใบหน้าสวยแล้วจึงค่อยๆโอบเอาคนตัวบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด มือหนารัดแน่นราวกับไม่ต้องการให้ร่างบางหนีเขาไปไหนอีก เปลือกตาหนาปิดลงอย่างต้องการซึมซับเอาความรู้สึกอบอุ่นที่โหยหามาตลอดให้กลับคืนมา
มือบางยกขึ้นช้าๆตอบรับอ้อมกอดของอีกคน ก่อนจะออกแรงรัดให้แน่นกว่าเดิมทั้งที่หยาดน้ำใสยังคงไหลลงมาจากขอบตาบางไม่หยุดหย่อน แต่กลับมีรอยยิ้มแต้มอยู่บนใบหน้าหวาน...
...อบอุ่นเหลือเกิน
อ้อมแขนกว้างที่กอดเขาอยู่ตอนนี้...ถ้าหากว่ามันเป็นความฝัน
เขาก็ไม่ต้องการที่จะตื่นขึ้นมาจากฝันที่แสนอบอุ่นนี้
ร่างสูงผละออกจากคนตัวบางช้าๆ มือหนาลูบไปตามดวงหน้าหวานที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอด ก่อนจะส่งยิ้มไปให้ แล้วก็ได้รับรอยยิ้มสดใสอย่างที่เขาชอบกลับคืนมา...ทั้งที่น้ำใสยังคงไหลออกมาจากดวงตาของคนทั้งคู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มของเขาและร่างบางลดลงเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าคมที่ยังคงมีรอยน้ำตาอยู่จางๆโน้มลงช้าใกล้กับใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา เปลือกตาบางปิดลงช้าทั้งที่ตายังบวมเป่งเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นอันแผ่วเบาที่อยู่ตรงริมฝีปาก
กลีบปากบางเปิดขึ้นช้าเมื่อร่างสูงดันขึ้นให้ลิ้นร้อนได้ควานหาความหวานหอมที่โหยหา เกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กให้รับรู้ถึงการเติมเต็มของเขา ก่อนที่ลิ้นไร้เดียงสาจะตอบสนองให้อีกคนที่ตักตวงความหวานล้ำจากโพรงปากเล็กต้องรู้สึกอยากจะเติมเต็มมากขึ้นไปอีก ยิ่งร่างบางตอบสนองเขามากเท่าไร ความรู้สึกโหยหาที่อยู่ในใจเขามาตลอดก็เด่นชัดมากขึ้นเท่านั้น...สัมผัสอ่อนหวาน อบอุ่น และหวามไหวที่ยากจะผละออก
....เพียงเท่านี้ ขอแค่ให้เขาได้อยู่ในอ้อมกอดนี้ไปตลอด
เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว...
TBC.